ตลาดออนไลน์กับวงการเพลงไทย

30 September 2008

เขียนโดน พัชร

เมื่อสองอาทิตย์ก่อนเพื่อนผมซึ่งเป็นอาจารย์คณะดุริยางคศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร
ได้โทรมาถามถึงแนวทางการทำเว็บไซท์เพื่อเป็นช่องทางการจำหน่ายเพลงที่ถูกผลิตขึ้นโดย
นักศึกษาของคณะดุริยางคศิลป์ศิลปากร สาเหตุคือในคณะนี้มีภาควิชา Music Commercial 
แต่ตัวอาจารย์เองน่าจะยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้เพลงขายได้ จึงคาดว่า การเปิดตลาดออนไลน์
และให้นักเรียนบริหาร น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าตื่นเต้นและเป็น case study ที่ดีที่สุดที่จะทำได้

…. หรือคุณคิดว่าไงครับ ?

เบื้องต้นในฐานะบริษัทที่รับทำเว็บผมก็คุยกับเม่นคร่าวๆถึง manday ที่ต้องใช้และเทคโนโลยีต่างๆที่จำเป็น
ซึ่งเนื่องจาก wordpress นั้นมีค่อนข้างพร้อมในการทำโปรเจ็คนี้ แต่จากการคำนวณดูน่าจะใช้ระยะเวลา
ซึ่งสามารถตีเป็นงบหลายแสนบาทอยู่ หลังจากได้ราคาคร่าวๆผมก็เสนอไปตามปกติ ทางเค้าก็บอกว่า
ต้องรอดูเจ้าอื่นๆด้วยเช่นกัน

ต่อมาเมื่อปลายเดือนกันยาผมได้ไปคุยกับหัวหน้าฝ่าย marketing ของ apple thailand

เราพูดกันถึงเรื่องกลยุทธทางการตลาดที่เราอาจจะมี
winwin ซึ่งกันและกันได้ตามปกติของการประชุมทางธุรกิจ
แต่สิ่งสำคัญซึ่งเป็นข้อมูลจริงที่ได้รับจาก Apple คือ
เว็บไซท์ขายเพลงในเมืองไทยจริงๆแล้วยังไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่
เค้าเล่าเรื่อง ikey ซึ่ง grammy เป็นคนทำ http://www.ikeyclub.com/
และลงทุนไปเยอะมากกำลังลำบากอยู่
ตอนแรก iKey คิดค่าโหลดอัลบั้มละ 90 บาท
ต่อมาเป็น 5 อัลบั้ม 90 บาท
และสุดท้ายคือ 365 บาท download ฟรีทั้งปี (วันละบาท)
และท้ายสุดตอนนี้คือเค้าร่วมมือกับ apple thailand
สำหรับคนที่ซื้อ iPod โหลดเพลงฟรีทั้งปีเลย 365 วัน !
สิ่งที่น่าจะเวิร์คคือการลงทุนให้้น้อยที่สุด(หรือไม่ลงทุนเลย)โดยอาจจะ
ใช้เน็ทเวิร์คที่ดีที่สุดที่มีอยู่แล้วนั่นคือ iTune store ซึ่ง
มี network ของไทยเมื่อไม่นานมานี้เอง
iTune มีระบบที่ advance อย่างเช่นระบบป้องกันการก็อปปี้ต่อ
ซึ่งเฉพาะระบบนี้อย่างเดียวก็พัฒนาไปหลายสิบล้านบาท
และอีกหลายๆระบบที่ดีที่เว็บทั่วไปไม่อาจทำได้ในงบต่ำกว่าร้อยล้านบาท
เอาเป็นว่าคุยใหม่ ….

จุดที่น่าจะทำที่สุดที่ผมเปลี่ยนการเสนอเค้าคือทำแค่เว็บธรรมดาเป็น
หน้าของดุริยางคศิลป์ศิลปากรและนำเสนอรายละเอียดวงต่างๆ
แต่พอต้องการจะซื้อให้โยนลิงค์ไปที่ระบบของ iTune
แบบนี้น่าจะทำให้บูรณาการต่อภาพรวมมากกว่า
และราคาถูกกว่าเว็บ e-commerce มาก
สิ่งที่เค้าต้องทำก็มีเพียง SEO โปรโมทเว็บให้ดังที่สุด
ซึ่งก็มี Cost ของมันอยู่เช่นกัน นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดใช่หรือไม่

…. หรือคุณคิดว่าไงครับ ?

จริงๆแล้วสิ่งที่ดีที่สุดคือการบริหารหน้าร้านใน iTune หรือ amazon เลยต่างหาก
แม้แต่เว็บไซท์ยังไม่ต้องทำเลย แต่ประเทศไทยโชคดีที่ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น
ผู้บริโภคชาวไทยยังมีกำแพงภาษาทำให้เข้าไปเล่นในตลาดเหล่านั้นน้อยอยู่
บริษัทอย่างผมเลยยังอยู่ได้ครับ แต่แน่นอนว่า ผมก็ต้องมี service การบริหารตลาด
ในตลาดด้วย และมันก็น่าจะมาในอนาคต
ตอนนี้การทำตัวเป็นตลาดในโลกเรานั้นค่อนข้างยากแล้ว
เราน่าจะทำตัวเป็น Service ในระบบตลาดที่มีการ Develop
ไว้แล้วน่าจะดีกว่า หรือเป็นตลาดที่อยู่ในตลาดอีกที
ซึ่งแนวความคิดดังกล่าวยังไม่มาถึงเมืองไทยหรือผู้บริหารชาวไทยเลย
แม้แต่เว็บไซท์ราชการก็มีการทำ web community ทิ้งขว้าง
ไว้มากมาย (ได้ทำก็ดีนะ เว็บละไม่ต่ำกว่าห้าล้านครับ แหะ แหะ)

ถ้าจะหาความเกี่ยวข้องของเรื่องที่พูดมาก็คือเรื่องคลาสสิคของ technology S-Curve นั่นเอง
ความรู้อีกประการคือ S-curve ทางธุรกิจในปัจจุบันนั้นสั้นมากกว่าสมัยก่อน
ธุรกิจมาเร็วไปเร็ว ถ้าเห็นโอกาสแล้วไม่รีบทำ อยู่เฉยๆกลับจะเสี่ยงมากกว่า
เด็กสมัยนี้ สามารถทำ Animation ได้ตั้งแต่ชั้นประถม โรงเรียนเอกชน มีภาษาจีนเป็นวิชาบังคับ
เด็กม.5คนนึงที่ผมสอนทำเพลงอยู่ที่ iSchool ใช้อีเมล์ไม่เป็นเพราะติดต่อกันด้วย
hi5,facebook อย่างเดียว อีกแค่ห้าปี คอมพิวเตอร์กับเด็ก จะเป็นเรื่องที่มาตรฐานมากๆ
และไม่น่าตื่นเต้นอีกต่อไปแล้ว การผลิตคอนเทนท์ต่างๆทุกคนจะทำได้อย่างง่ายๆ
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความตื่นเต้นที่เราจินตนาการทั้งหลายจะไปอยู่ที่ไหน
…. หรือคุณคิดว่าไงครับ ?

 

s curve

Tags:

มี 1 ความคิดเห็น สำหรับ “ตลาดออนไลน์กับวงการเพลงไทย”

  1. iMenn

    เว็บราชการไทย ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 5 ล้านบาท!!!

    โอ้ว ภาษีกระผมมมมมมม

    (ชาวชนบทก็คงโอดครวญในภาษาคนเมืองได้ว่า พวกท่านใช้รถ ใช้คอมฯ ใช้ไฟ ใช้ carbon credit กันฟุ่มเฟือยนัก นี่ก็มาจากต้นไม้ตูเหมือนกัน)

    ท่านคอตเลอร์ วิเคราะห์ไว้ว่า เจ้าใหญ่ไม่อาจทำ internet retail ได้ เพราะมันฆ่าตัวตาย (เช่น Walmart / PowerBuy ทำเว็บแบบ amazon ก็สู้ amazon ยาก เพราะถ้าลดให้ของในเว็บราคาถูกกว่า แล้วร้านจะอยู่อย่างไร ถ้าลดราคาในร้านตาม โสหุ้นจะจ่ายอย่างไร ทั้งค่าเช่า ค่าแอร์ ค่าตึก ฯลฯ) ซึ่งเพราะท่านคอตเลอร์เห็นว่า ธุรกิจ retail ใน internet นั้นไม่ใช่อื่นใดนอกจาก Pricing

    ดังนั้น การหวังว่า แกรมมี่จะทำแบบ iTunes Store ได้ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้านับ win-win จริงๆจึงควรผูกกับ ตลาดที่มีอยู่แล้ว ในไทยก็คงเป็น dtac ใช่มั้ยเล่า? ก็เว็บแบบ iTunes เมืองไทย ทำกันมาก็เจ๊งกันนักต่อนักแล้วนี่นา

    ผมกลับมองว่าแกรมมี่เอาตัวรอดได้ดีพอสมควร เพราะยังไงคนไทยโดยมากก็ไม่เคารพลิขสิทธิ์อยู่แล้ว อย่าหวังขายเพลงเลย ขายโชว์ตามผับแบบตอนนี้ดีกว่า

ทักทาย

หากต้องการให้มีรูปอวตาร (avatar) ประจำอีเมล กรุณา สมัครที่ Gravatar

Spam Protection by WP-SpamFree